“เด็กสมาธิสั้น” ไม่รักษาเสี่ยงเกเร-ติดยาง่ายขึ้น

จิตแพทย์เผยพบ “เด็กสมาธิสั้น” เพิ่มขึ้น ไม่รักษาเสี่ยงเกเรเมื่อเป็นวัยรุ่นมากกว่าเด็กปกติ 3-4 เท่า ซ้ำยังเสี่ยงติดสารเสพติดได้ง่าย รพ.จิตเวชนครพนมฯ เร่งให้ความรู้ “ผู้ปกครอง-ครู” ในการดูแล ชี้ดูแลถูกต้องโอกาสหายขาดได้กว่าร้อยละ 50 แนะสังเกตพฤติกรรม ซุกซน อยู่ไม่นิ่ง ทำการบ้านไม่เสร็จ ให้รีบพาปรึกษาแพทย์

นพ.กิตต์กวี โพธิ์โน ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจิตเวชนครพนมราชนครินทร์ กล่าวถึงโรคสมาธิสั้นในงานอบรมครูและผู้ปกครองเด็กโรคสมาธิสั้น เมื่อเร็วๆ นี้ ว่า เด็กและวัยรุ่นที่มีปัญหาด้านการเรียน พฤติกรรม เช่น เด็กออทิสติก เด็กบกพร่องด้านการเรียนรู้ เด็กสมาธิสั้นหรือที่เรียกว่าเด็กไฮเปอร์ ซึ่งเด็กโรคสมาธิสั้น เป็นเด็กที่มีไอคิวปกติ แต่มีปัญหาทางด้านพฤติกรรมที่เกินเด็กปกติ มีผลกระทบต่อการเรียนรู้และอาจส่งผลต่อพฤติกรรม อารมณ์เมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ขณะนี้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ผลสำรวจล่าสุดของกรมสุขภาพจิตในปี 2559 พบว่า มีเด็กป่วยเป็นโรคสมาธิสั้นร้อยละ 5.38 หรือสามารถพบได้ประมาณ 2-3 คนในห้องเรียนที่มีเด็ก 50 คน โดยส่วนของ รพ.จิตเวชนครพนมฯ ก็พบเด็กสมาธิสั้นเพิ่มขึ้นเช่นกัน ในปี 2560 มีทั้งหมด 1,655 คน เพิ่มจากปี 2558 ร้อยละ 28 ซึ่งโรคนี้หากได้รับการดูแลรักษาอย่างถูกต้องตั้งแต่เด็ก จะมีโอกาสหายเป็นปกติได้กว่าร้อยละ 50 แต่หากไม่ได้รับการดูแลทั้งที่บ้านและโรงเรียน เมื่อโตขึ้นเด็กสมาธิสั้นมีโอกาสกลายเป็นวัยรุ่นเกเรและต่อต้านสังคมได้มากกว่าเด็กปกติ 3 – 4 เท่าตัว
“เด็กสมาธิสั้นที่ไม่ได้รับการดูแลรักษา มักจะควบคุมอารมณ์และความต้องการตนเองได้น้อย เมื่อถูกชักจูงให้ใช้สารเสพติดเด็กจะติดสารเสพติดได้ง่ายกว่าเด็กปกติทั่วไป ซึ่งจังหวัดนครพนมเป็นพื้นที่ชายแดน มีปัญหาการแพร่ระบาดสารเสพติดทั้งกัญชา ยาบ้า ดังนั้นเพื่อป้องกันผลกระทบในระยะยาวจากเด็กกลุ่มนี้ จึงต้องให้ความรู้ความเข้าใจแก่ผู้ปกครองและครูระดับประถมศึกษา รวมทั้งประชาชนที่สนใจ ในการดูแลเด็กที่เป็นโรคสมาธิสั้นให้ถูกวิธี และมีความต่อเนื่องกันทั้งที่บ้านและโรงเรียน ในการปรับพฤติกรรมเด็ก การให้ยาเด็ก รวมไปถึงการดูแลสุขภาพจิตของผู้ดูแลเด็กสมาธิสั้นด้วยการฝึกสติบำบัด เพื่อให้ผู้ดูแลเด็กสามารถควบคุมอารมณ์ตนเองได้ดีขึ้นและไม่เกิดความเครียด สามารถดูแลเด็กอย่างมีความสุข จะเอื้อให้การรักษามีประสิทธิภาพขึ้น” นพ.กิตต์กวี กล่าว. ขอบคุณข้อมูลบางส่วนและติดตามข้อมูลฉบับเต็มที่ thaihealth